อย่าตระหนกโควิดเกินเหตุ

Updated: Jan 7


.. 90% ของผู้ติดโควิดที่สมุทรสาคร คือผู้ที่ไม่มีอาการ ใช้ชีวิตได้ตามปกติ หมายความว่ามนุษย์สร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาด้วยตัวเองหรือไม่? หรือส่วนใหญ่เป็นผลบวกลวง (อ่านข้อมูลอ้างอิงเรื่องผลบวกลวงจาก FDA อเมริกา ด้านล่าง) .. อย่าทรมานคน 70 ล้านคน เพราะการติดเชื้อไม่กี่คน ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยมีระบบสาธารณสุขที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ประชาชนส่วนใหญ่มีวินัย ป้องกันตนเอง การที่มีการพบการระบาดใหม่ ไม่สมควรที่เราจะตื่นตระหนกไปถึงขนาดล็อกดาวน์ นี่ไม่ใช่วิธีที่เราจะดำรงชีวิตอยู่ เราจะอยู่ด้วยความกลัวแบบนี้ต่อไปไม่ได้ .. ผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำแต่แรกว่า ควรจำกัดพื้นที่ของผู้ที่ติดเชื้อ ไม่ใช่สกัดกั้นทุกคนไม่ให้ใช้ชีวิต ยิ่งล็อกดาวน์จิตใจของผู้คนจะหดหู่ สิ้นหวัง ยิ่งทำให้การป่วยด้วยโรคเก่ากำเริบ เมื่อจิตใจอ่อนแอ โรคใหม่ก็จู่โจมเข้ามาได้ ความหดหู่สิ้นหวังนำไปสู่การฆ่าตัวตาย ที่ญี่ปุ่น อัตราการฆ่าตัวตายจากการ ถูกล็อกดาวน์มากกว่าการตายด้วยโควิด .. เราขอเรียกร้องให้รัฐบาล พิจารณาอย่างรอบคอบ อย่าล็อกดาวน์ทั้งประเทศหรือพื้นที่ส่วนใหญ่ เพราะจะทำให้เรายากที่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม เราต้องไม่ใช้ชีวิตอยู่บนความตระหนกเกินเหตุ เพราะเศรษฐกิจจะพัง ประชาชนจะพบกับความลำบากสาหัส ไม่ใช่แค่ความอึดอัดอย่างที่รัฐบอก มันคือการผลักดันให้ชีวิตของคนจำนวนมาก เดินไปสู่ความล่มสลาย โดยเฉพาะ ประชากรภาคการท่องเที่ยวที่เป็นเส้นเลือดสำคัญของประเทศที่เขาลำบากมากมานาน อย่าซ้ำเติมพวกเขาอีก อย่าบริหารประเทศบนความกลัว ที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าเราเข้มแข็งและโควิดรักษาได้ จึงไม่ควรต้องตระหนกจนทำร้ายเศรษฐกิจและจิตใจของคนในชาติ

เศรษฐกิจกำลังไปได้ การท่องเที่ยวเพิ่งได้ฟื้นฟู โรงแรมบางแห่งเพิ่งเปิดในเดือนนี้ ธุรกิจการบินกำลังรอการกลับมา อย่าให้ความกลัวมาทำร้ายประเทศ ขอให้เราอยู่อย่างมีเหตุผล ไม่บูลลี่คนติดโควิด แต่ก็อย่าให้การ์ดตก เราต้องช่วยกันฟื้นฟูประเทศ สื่ออย่าเน้นกระพือข่าวให้เกิดความกลัว ควรส่งเสริมให้เกิดความเข้มแข็ง ช่วยกันผลักดันให้ประเทศคืนสู่ความปกติโดยเร็วที่สุด คนทั่วประเทศที่บอบช้ำกับการล็อกดาวน์ครั้งแรกมาพอแล้ว

อย่าคำนึงถึงการป่วยทางกาย จนไม่เห็นความสำคัญของจิตใจที่จมทุกข์ นำไปสู่ปัญหาอีกมากที่จะตามมา

.. โปรดอย่าล็อกดาวน์ประเทศ ทำเฉพาะส่วน และวางมาตรการเฉพาะที่จำเป็น

เราต้องการอยู่อย่างมีความหวัง ไม่ใช่อยู่บนความกลัวที่ไม่สมเหตุสมผล .. อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล 23 ธันวาคม 2020 ..

.. องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (The US Food & Drug Administration : FDA) ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับค่าทำนายผลบวก (positive predictive values : PPV) และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากผลลบลวง (false negatives) ดังนี้ https://www.fda.gov/.../potential-false-positive-results...


ข้อ 1 : ความวิตกกังวลของ FDA ต่อผลบวกลวง (False Positives)

ค่าทำนายผลบวก (PPV) ให้ผลต่างกันไปขึ้นอยู่กับการแพร่กระจายของโรคในช่วงที่มีการแปลค่าผลจากวิธีต่างๆที่ใช้ในการวินิจฉัย (diagnostic tests) โดยค่า PPV แสดงผลเป็นร้อยละของผลทดสอบที่เป็นบวกซึ่งเป็นผลบวกจริง (true positives) เมื่อการแพร่กระจายโรคลดลง ผลทดสอบที่เป็นผลบวกลวง (false positives) ก็จะมีอัตราสูงขึ้น * ตัวอย่างเช่น ผลทดสอบความจำเพาะ (specificity) ที่แสดงในอัตรา 98% จะมีค่าทำนายผลบวก (PPV) เพียง 80% ในกลุ่มประชากรที่มีการแพร่ระบาดของโรคอยู่ในระดับ 10% นั่นหมายความว่า จากค่าผลบวก 100 ราย จะมี 20 รายที่เป็นผลบวกลวง (false positives) • ในการทดสอบแบบเดียวกันนี้ จะแสดงค่าทำนายผลบวก (PPV) ในอัตรา 30% ในกลุ่มประชากรที่มีการระบาดของโรคอยู่ที่ 1% ซึ่งหมายความว่า จากค่าผลบวก 100 ราย จะมี 70 รายเป็นผลบวกลวง (false positives) หรืออธิบายได้ว่า ในกลุ่มประชากรที่มีการแพร่ระบาดของโรคในอัตรา 1% ในผลการตรวจเชื้อที่เป็นบวกทั้งหมด จะมีผู้ติดเชื้อจริงเพียง 30% • ในอัตราการแพร่ระบาดของโรคที่ 0.1% ค่าทำนายผลบวก (PPV) จะอยู่ที่ 4% ซึ่งหมายความว่า จากผลตรวจที่เป็นบวก 100 ราย จะเป็นผลบวกลวง (false positives) ถึง 96 ราย • ในการแปลค่าผลจากวิธีต่างๆที่ใช้ในการวินิจฉัย (diagnostic tests) ผู้ให้บริการทางสาธารณสุขควรพิจารณาถึงอัตราการแพร่กระจายของโรคในพื้นที่ด้วย ที่มา : องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA)

FDA ยังได้ให้ข้อเสนอแนะว่าความเสี่ยงที่จะได้ผลบวกลวง (false positives) ขึ้นอยู่กับวิธีการทดสอบ โดย FDA แจ้งว่าได้รับทราบถึงรายงานผลทดสอบที่เป็นผลบวกลวง (false positives) และแจ้งว่าทางห้องทดลองควรจะทราบด้วยว่าอาจจะได้ผลการทดสอบที่เป็นผลบวกลวง (false positives) ได้ ถึงแม้ว่าจะใช้วิธีการทดสอบที่แม่นยำอย่างมากในกลุ่มประชากรกลุ่มใหญ่ที่มีอัตราแพร่ระบาดของโรคอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเรื่องนี้นับว่าสำคัญอย่างยิ่ง เพราะดูเหมือนว่ารัฐบาลของประเทศต่างๆส่วนใหญ่มักให้ความสนใจกับผลทดสอบเป็นหลัก เพื่อพิจารณาในการใช้นโยบายปิดพื้นที่ (lockdown) แต่เมื่อ FDA ได้แสดงผลการวิเคราะห์ว่า ในกลุ่มประชากรที่มีอัตราการระบาดของโรค 1% อาจได้ผลทดสอบที่เป็นผลบวกลวงถึง 70% ดังนั้น ผลที่ได้นี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินการของรัฐบาลและต่อความรู้สึกของประชาชน เราเชื่อว่าแนวความคิดที่หลากหลายเกี่ยวกับ “รายงานการติดเชื้อ” และ “การเสียชีวิตจาก C19” โดยมากมักจะมาจากอัตราผลบวกลวงที่อยู่ในระดับสูง ในขณะเดียวกัน รายงานการเสียชีวิตของผู้ป่วยจาก C19 ดูเหมือนจะสูงมาก ซึ่งก็เนื่องมาจากอาการร่วมอื่นๆ ทั้งนี้ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (The Centers for Disease Control and Prevention : CDC) แห่งสหรัฐอเมริการะบุว่า จากรายงานการเสียชีวิตของผู้ป่วยจาก C19 มีข้อมูลว่าผู้เสียชีวิตมีอาการป่วยหรือสาเหตุการตายอื่นๆร่วมด้วยอีก 2.6 อาการ ในรายงานยังระบุถึงบางโรคที่ผู้ป่วยมีอาการอยู่ก่อนแล้ว เช่น โรคทางเดินหายใจ โรคไข้หวัดใหญ่และโรคปวดบวม ดังนั้น หมายความว่า อัตราการเสียชีวิตจาก C19 ดูเหมือนจะสูงเกินความเป็นจริง เพราะ CDC ได้รายงานว่า จากจำนวนผู้เสียชีวิตที่ระบุว่ามีสาเหตุจาก C19 ในสหรัฐฯนั้น มีถึง 94% ที่มีอาการป่วยอื่นๆร่วมด้วยอีก 2.6 อาการ และมีเพียง 6% ที่เสียชีวิตจาก C19 โดยตรง CDC จึงได้เพิ่มเติมในตารางที่เกี่ยวกับอาการที่เป็นร่วม (comorbidities) โดยระบุว่ารหัส U71 ที่ใช้สำหรับการเสียชีวิตจาก C19 หมายถึง “การเสียชีวิตโดยการยืนยันหรือสันนิษฐานว่าเกิดจาก COVID-19” ซึ่งในหลายกรณีเป็นการเสียชีวิตโดยการสันนิษฐานว่าเกิดจากการติดเชื้อ C19 แต่ไม่มีการยืนยัน ดังนั้น จึงแสดงว่า ตัวเลขเหล่านี้ก็อาจจะสูงเกินความจริง

ข้อ 2 : หมายเหตุของ CDC เกี่ยวกับการเสียชีวิตจาก C19

ในตารางที่ 3 แสดงถึงประเภทของอาการและสาเหตุที่ถูกระบุว่าเกี่ยวเนื่องกับการตายด้วยโรค COVID-19 ในจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด มีเพียง 6% ที่ได้รับการระบุว่าเกิดจาก COVID-19 สำหรับการเสียชีวิตโดยมีอาการหรือสาเหตุอื่นร่วมด้วยนอกเหนือจาก COVID-19 ในแต่ละราย มีอาการจากโรคอื่นด้วยโดยเฉลี่ย 2.6 อาการ ซึ่งจำนวนการเสียชีวิตจากอาการอื่นแต่ละอย่าง ได้มีการแสดงไว้ทั้งหมดและมีการแยกเป็นกลุ่มอายุด้วย ที่มา : ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC)

Copyright @ 2005 - 2016

School of Life Foundation

Tel: 02-634-7461-3