ความในใจผู้ถวายงานใกล้ชิดพระราชา "ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล” เลขามูลนิธิชัยพัฒนา"


เป็นเวลาสี่ปีแล้วที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเสด็จสู่สวรรคาลัย เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ในช่วงที่ประเทศไทยตกอยู่ในความหดหู่ พระบรมฉายาลักษณ์ที่ตั้งอยู่หน้าตึกหน่วยงานราชการและอาคารสำนักงานทั่วประเทศ เพื่อแสดงความเทิดทูนและไว้อาลัยกลับกลายเป็นเครื่องเตือนใจ ให้น้อมระลึกถึงพระราชกรณียกิจอันมหาศาล ที่ทรงทำเพื่อปวงชนชาวไทยตลอดเวลา 70 ปีแห่งการครองราชย์ . สำหรับพวกเราที่ไม่เคยได้เข้าเฝ้าพระองค์ยังนํ้าตาไหล ด้วยความคิดถึงอย่างสุดแสน แล้วดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาเล่าจะรู้สึกเช่นไร ในฐานะ "นักเรียน" ของพระองค์ที่คอยตามเสด็จฯ ไปทุกที่ยามทรงงานตลอดเวลา 35 ปี ดร.สุเมธยอมรับภายหลังว่า 5 วันแรกท่านถึงกับทำอะไรไม่ได้และแทบจะไปต่อไม่ไหว ต้องเก็บตัวเงียบอยู่คนเดียว แต่ในที่สุดก็กัดฟันลุกขึ้นมุ่งเดินหน้าสานต่องานของพระองค์ต่อไป โดยมีธรรมะของพระองค์นำทาง . ท่ามกลางกระแสความชื่นชมและกำลังใจอันล้นหลามของสาธารณชนต่อความเข้มแข็งและปณิธานของ ดร.สุเมธ ต่อภาระหน้าที่กองมโหฬารที่รออยู่เบื้องหน้า ดูเหมือนว่าคนไทยส่วนใหญ่ได้ลืมไปแล้วว่า ประเทศไทยเป็นของทุกคน และหน้าที่ของการ แก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศหาใช่ของใครคนใดคนหนึ่งไม่ . "คนไทยชอบติดแต่เปลือก" คือพระราชดำรัสของพระองค์ที่มีต่อดร.สุเมธครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว บางทีนี่อาจจะเป็นเหตุผลว่า คนไทยน้อยคนนักที่จะพยายามทำความรู้จักพระราชาองค์นี้อย่างจริงจัง จนดร.สุเมธถึงกับเอ่ยปากว่า "เราชอบที่จะเห็นท่าน...แต่ไม่เคยมองพระองค์ท่าน เราปลื้มที่จะได้ยินท่าน... แต่ไม่เคยฟังพระองค์ท่าน" . "ผมถวายงานท่านตั้งแต่อายุ 42 จน 78 ต่อเนื่องโดยไม่เว้นเลย ตอนนั้นพระองค์ทรงงานไม่มีหน่วยงานช่วยเลย พระองค์ท่านทรงทำไปตามทางที่พอมี พอเป็นไปได้ บางทีต้องทรงใช้เงินส่วนพระองค์เอง พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เอง อะไรทุกอย่าง . ผมคิดว่าพระองค์ท่านทำเพราะด้วยจิตใจของพระองค์ทรงซึมซับความหมายของคำว่าพระมหากษัตริย์คืออะไร ต้องทำอะไร ไม่ใช่อยู่อย่างสุขสบายเหมือนในนวนิยาย แต่พระองค์ทรงมองว่าเป็นหน้าที่รับผิดชอบในฐานะพระประมุขของประเทศ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ 24 ชม. ไม่ใช่เสวยสุขนะครับ ต้องดูแลแผ่นดินและประชาชนของพระองค์ เริ่มจากใหม่ ๆ 18 ล้าน ตอนนี้ 65 ล้านคน ตอนนี้แผ่นดินย่อยยับไปเยอะแล้วหลังจากเราใช้ เรากิน เราบริโภคอย่างไม่บันยะบันยัง ปัญหาก็หนักขึ้น ดังนั้นปัญหาก็ขยายตัวตามขึ้นมา ไม่ใช่ว่าทรงงานเสร็จงานลดลง ทรงสบายขึ้น ขอยืนยันว่าตรงกันข้ามเลยนะครับ เหตุการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น มนุษย์มีมากขึ้น บ้านเมือง เจริญขึ้น กิเลสตัณหาก็ขยายตัวตาม ทรัพยากรถูกใช้ไปเรื่อย ๆ เราต้องรู้ตัว กำลังเผชิญอยู่กับอะไร หากเราไม่เข้าใจ ไม่เข้าถึงการกระทำ การพัฒนาก็ไปไม่ได้ . ทุกคำพูด ทุกอิริยาบถของพระเจ้าอยู่หัว ท่านทรงสอนตลอดเวลา เราหันกลับมาดูสิว่าทรงสอนอะไรเราบ้าง แล้วเริ่มทำซักที วันนี้ถ้า 65 ล้านคนเริ่มทำอะไรบ้าง ประเทศอยู่รอด แต่ถ้าไม่ใส่ใจ ไม่แยแส วัน ๆ หนึ่งเอาแต่โลภโมโทสัน เอาแต่ทะเลาะเบาะแว้ง อะไรต่าง ๆ ก็จบแล้วครับ แผ่นดินนี้จะอยู่ได้ไม่ได้ พระองค์ไม่ได้อยู่นำทางเราแล้ว เราต้องลงมือทำเองแล้ว ถึงเวลาของเราแล้ว . ธรรมะข้อแรกที่ทรงสอนคือ ธรรมะคือธรรมชาติ พระอาทิตย์มันขึ้นตอนเช้า ปัญหาเกิดตอนไหน ความทุกข์อยู่ตรงไหน ก็ต้องว่ากันตอนนั้น เพราะฉะนั้น ชีวิตไม่มีกลางวันกลางคืน เสาร์อาทิตย์ไม่เคยมีมาในชีวิตนับไม่ถ้วนแล้ว . 'สุเมธ งานยังไม่เสร็จ งานยังไม่เสร็จ สุเมธ งานยังไม่เสร็จ' วันนั้นไม่รู้หรอกว่าเป็นครั้งสุดท้าย วันนั้นเป็นวันเกิดผมอายุ 72 ปี ผมก็หมอบกราบรอรับพร พระองค์ท่านทรงนิ่งไปสักพักหนึ่ง และผมก็มีความรู้สึก มีอะไรมาแตะที่ไหล่ผม เมื่อเหลียวขึ้นไปดู ก็เห็นว่าทรงเอาพระหัตถ์วางบนไหล่ผมและเขย่า ก็นิ่งไปสักพัก รับสั่งว่า 'สุเมธ งานยังไม่เสร็จ งานยังไม่เสร็จ สุเมธ' ทรงรับสั่งถึง 3 ครั้งติด ๆ กัน แม้กระทั่งตอนที่พระวรกายทรุดโทรมเต็มทีแล้ว ยังนึกถึงงานอยู่ ทรงกลัวเราจะหยุด งานหยุดไม่ได้ ความทุกข์ของประชาชนหมดเหรอ ปัญหาของแผ่นดินหมดเหรอ งานยังไม่เสร็จ เราต้องเข้าใจ และแปรออกมาเป็นปฏิบัติ ถ้าถามต่อว่าเสร็จเมื่อไหร่ ไม่รู้ และไม่มีใครรู้ด้วย ก็ทำไป ทำไม่รู้จบ จนกระทั่งสุดท้ายมันก็หยุดของมันเองแหละ ก็แค่นั้น... "

. เรื่อง: เอื้อมดาว น้อยกร ที่มา: คัดบางส่วนจากคอลัมน์​ “Exclusive Talk”, นิตยสารข้ามห้วงมหรรณพ ฉบับที่ 17 เนื่องในวันครบรอบการสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

Copyright @ 2005 - 2016

School of Life Foundation

Tel: 02-634-7461-3