การล็อกดาวน์ คือหลักการทำลายสุขภาพ และทำร้ายเศรฐกิจและประชาชนอย่างมาก


คำประกาศจากศาสตราจารย์แพทย์ฮาร์วาร์ด ต่อการรักษาโควิดและการล็อกดาวน์ ว่าเป็นการกระทำที่ผิดพลาดเพียงใด . เรามีแต่รับคลื่นข่าวสารมุมเดียวของโควิดมาโดยตลอด แต่ไม่มีความเห็นอื่น ๆให้ประชาชนรับรู้บ้างเลย การถูกจับให้มีแต่ความเห็นด้านเดียว นำมาซึ่งความผิดพลาดใหญ่หลวงได้ ปกติแล้ว ก่อนจะเข้ารับการรักษาโรคร้ายแรง ผู้ป่วยควรจะต้องไปรับคำปรึกษาจากแพทย์ 2 คนหรือสองแห่ง ที่เรียกว่า "ความเห็นที่ 2 (second opinion)" เพื่อชั่งใจว่า การวินิจฉัยโรคเพื่อรับการรักษา วิธีใดที่จะเกิดผลดีที่สุด กรณีล็อกดาวน์และการปฏิบัติต่อโรคโควิด ได้มีคณะแพทย์จำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการที่ผู้นำโลกต่าง ๆ กระทำอยู่ หนึ่งในความเห็นที่ได้รับความเชื่อถือมากคือ The Great Barrington Declation ของนักระบาดวิทยาโรคติดเชื้อและนักวิทยาศาสตร์สาธารณสุข .. คำประกาศนี้ลงนามที่เมืองเกรทแบร์ริงตัน สหรัฐอเมริกา โดย ดร.มาร์ติน คูลดอร์ฟ ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์จากฮาร์วาร์ด ดร.สุเนตรา กุปต้า ศ.จากออกซ์ฟอร์ด ดร.เจย์ ภัตตชารยา ศ.จากแสตนฟอร์ด ที่ลงนามเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2020 เนื้อหาระบุว่า

“นโยบายปิดเมือง (lockdown) ที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้ได้ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อการสาธารณสุขทั้งในระยะสั้นและระยะยาว อาทิเช่น

- ทำให้อัตราการฉีดวัคซีนในเด็กลดลง - สภาพการณ์ของโรคหัวใจและหลอดเลือดแย่ลง - การตรวจคัดกรองมะเร็งน้อยลง และสุขภาพจิตของผู้คนแย่ลง ซึ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นจากอัตราปกติในหลายปีข้างหน้า โดยที่ประชาชนในวัยทำงานและสมาชิกรุ่นใหม่ของสังคม ต้องแบกรับภาระหนักที่สุด นอกจากนี้ การที่ไม่ให้เด็กไปโรงเรียนนับว่าเป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรมอย่างยิ่งสำหรับเด็ก ๆ" .. การใช้มาตรการเหล่านี้ไปจนกว่าจะมีวัคซีน จะก่อให้เกิดผลเสียที่ไม่อาจแก้ไขได้ โดยเฉพาะกลุ่มคนด้อยโอกาส จะได้รับผลกระทบอย่างหนักมาก นับเป็นโชคดีที่เรามีความเข้าใจเกี่ยวกับไวรัสชนิดนี้มากขึ้นแล้ว เรารู้ว่าผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจาก COVID-19 มากที่สุดคือผู้สูงอายุและผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ ส่วนผู้ที่มีอายุน้อยมีความเสี่ยงต่ำกว่า และสำหรับเด็ก ๆ แล้ว COVID-19 เป็นโรคที่มีอันตรายน้อยกว่าหลาย ๆ โรค เช่น ไข้หวัดใหญ่เมื่อมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นในหมู่ประชากร .. ความเสี่ยงในการติดเชื้อสำหรับทุกคน รวมถึงผู้ที่มีสุขภาพอ่อนแอก็จะลดลง ซึ่งเรารู้กันว่าในท้ายที่สุด จะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ (herd immunity) ขึ้นในกลุ่มประชากรทั้งหมด อันหมายถึงจุดที่การติดเชื้อรายใหม่มีอัตราคงที่ ซึ่งช่วยให้เกิดขึ้นได้โดย (แต่ไม่ต้องพึ่งพา) การใช้วัคซีน ดังนั้นเราจึงควรมีเป้าหมายที่จะทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตมีน้อยที่สุดและลดผลกระทบต่อสังคมจนกว่าเราจะมีภูมิคุ้มกันหมู่ .. แนวทางที่เหมาะสมที่สุด ที่มีความสมดุลระหว่างความเสี่ยงและประโยชน์ที่จะได้ในการไปให้ถึงจุดภูมิคุ้มกันหมู่ คือให้ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตต่ำ สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันจากไวรัสผ่านการติดเชื้อตามธรรมชาติ ในขณะเดียวกันก็ให้การดูแลป้องกันกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงมาก ๆ แนวทางนี้เราเรียกว่า การป้องกันแบบเฉพาะกลุ่ม (Focused Protection) ... สำหรับผู้คนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรจะสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ทั้งนี้ทุกคนควรปฏิบัติตามมาตรการด้านสุขอนามัย เช่น การล้างมือและอยู่บ้านเมื่อเจ็บป่วย เพื่อให้ค่าร้อยละที่ประชากรควรได้รับวัคซีนป้องกัน (herd immunity threshold) อยู่ในระดับต่ำที่สุด ส่วนโรงเรียนและมหาวิทยาลัยก็ควรเปิดให้ผู้เรียนได้เรียนจากครูผู้สอนโดยตรง .... คนหนุ่มสาวที่มีความเสี่ยงต่ำควรออกไปทำงานตามปกติแทนที่จะทำงานที่บ้าน สังคมโดยรวมก็จะได้รับประโยชน์จากการที่กลุ่มเสี่ยงได้รับการป้องกันโดยกลุ่มคนที่สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ขึ้นมา ... ความเห็นนี้ตรงกันกับ กลุ่มแพทย์พันธมิตรโลก (worlddoctorsalliance.com) ที่กล่าวว่า การแยกคนที่มีสุขภาพดีออก เป็นการขัดขวางการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ เป็นเรื่องไม่สมเหตุผล .. เรามีความรู้สึกว่า ประเทศถูกจูงให้คิดไปในทางเดียวกันหมด

“คือกลัว และกลัวอย่างไร้เหตุผล”

ทำไมจึงไม่สังเกตว่า ช่วงที่มีการประท้วงและการชุมนุมหลากหลาย ผู้คนล้วนเป็นปกติ มีความเป็นไปได้หรือว่าจะไม่มีใครมีเชื้อโควิดเลย ที่จริงน่าจะมีคนติดโควิดอยู่ แต่ไม่มีอาการเพราะร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ขึ้นมา แต่พอมาตรวจเจอคนงานพม่านับร้อย ที่ก็ไม่มีอาการเหมือนกัน และเขาก็อยู่กันเป็นปกติ ก็กลายเป็นการกระพือความกลัวไปทั่ว .. เมื่อไวรัสเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำให้หมดไปได้ วิธีที่ดีที่สุดคือ การให้เราอยู่กับมันได้ ก็ในเมื่อโควิดก็คือไข้หวัดตัวหนึ่งเท่านั้น สามารถรักษาได้ 99% ทำไมเราต้องให้ประเทศพบกับความย่อยยับด้านเศรษฐกิจ ประชาชนถูกบีบคั้น ตกงาน ชีวิตล่มสลาย สิ้นหวัง เพิ่มอัตราการฆ่าตัวตาย เพราะเชื้อไข้หวัดที่ถูกนำมาสร้างความหวาดผวาเกินความจริง .. หากเราปฏิบัติต่อโรคนี้แบบเดียวกับไข้หวัดใหญ่ ใครป่วยก็เข้ารับการรักษา ใครมีอาการเล็กน้อยก็รักษาอยู่ที่บ้าน คืนชีวิตปกติให้สังคมเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ขึ้นมา นี่คือการรักษาที่ยั่งยืน ภาระการรักษาจะไม่ตกอยู่กับบุคลากรทางการแพทย์ ทุกคนดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมเหมือนเป็นหวัด เพราะมันคือไข้หวัด ไม่ใช่อื่นใด

.. เปิดแสงแห่งปัญญา ให้ชาติไม่ตกอยู่ภายใต้ความกลัวและวิธีปฏิบัติที่ทำร้ายเศรษฐกิจ และจิตวิญญาณในความเป็นมนุษย์กันเถิด

.. อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล 5 มกราคม 2021

Copyright @ 2005 - 2016

School of Life Foundation

Tel: 02-634-7461-3