การกักตัวคนแข็งแรง เป็นการขัดขวางการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่


การรับข้อมูลด้านเดียวทำให้สังคมหวาดกลัวอย่างไร้เหตุผล โปรดอ่านความเห็นของศาตราจารย์แพทย์ฮาร์วาร์ด ที่มีแพทย์ร่วมลงนามอีก 32 ราย เพื่อเปิดปัญญา และเดินออกจากความกลัวเกินจริง .. คำประกาศเดอะเกรตแบร์ริงตัน (The Great Barrington Declaration) คำประกาศนี้เขียนขึ้น ณ วันที่ 4 ตุลาคม 2020 โดย : ดร.มาร์ติน คูลดอร์ฟ (Dr. Martin Kulldorff) – ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด, และนักระบาดวิทยาผู้มีความเชี่ยวชาญในการสืบหาและสังเกตการณ์ด้านการระบาดของโรคติดเชื้อ.. ดร.สุเนตรา กุปต้า (Dr. Sunetra Gupta) – ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และนักระบาดวิทยาผู้มีความเชี่ยวชาญแห่งมหาวิทยาลัยแพทย์สแตนฟอร์ด, นายแพทย์, นักระบาดวิทยา, นักเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข และผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสาธารณสุขทางด้านโรคติดเชื้อและประชากรกลุ่มเสี่ยง

หัวข้อคำแถลงสรุบใจความสำคัญได้ว่า

1. โควิด มีอันตรายน้อยกว่าไข้หวัดใหญ่สำหรับเด็กๆ 2. การล็อกดาวน์ ไม่ใช่ทางแก้ที่ถูกต้อง ส่งผลกระทบร้ายแรง 3. การกักตัวคนแข็งแรง ทำร้ายภูมิคุ้มกันหมู่ โควิดรักษาหายได้ 99% ผู้ที่มีความเสี่ยงคือผู้สูงวัยและผู้ที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว กลุ่มแพทย์เสนอแนวทางที่เรียกว่า การป้องกันแบบเฉพาะกลุ่ม (Focused Protection) คำแถลงดังกล่าวมีดังนี้ .. "พวกเรามาจากทุกฟากฝั่ง จากทั่วโลก เราตั้งใจทำงานเพื่อปกป้องประชาชน นโยบายปิดเมือง (lockdown) ที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้ได้ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรง ต่อการสาธารณสุขทั้งในระยะสั้นและระยะยาว อาทิเช่น ทำให้อัตราการฉีดวัคซีนในเด็กลดลง สภาพการณ์ของโรคหัวใจและหลอดเลือดแย่ลง การตรวจคัดกรองมะเร็งน้อยลง และสุขภาพจิตของผู้คนแย่ลง ซึ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นจากอัตราปกติในหลายปีข้างหน้า โดยที่ประชาชนในวัยทำงานและสมาชิกรุ่นใหม่ของสังคมต้องแบกรับภาระหนักที่สุด นอกจากนี้การที่ไม่ให้เด็กไปโรงเรียนนับว่าเป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรมอย่างยิ่งสำหรับเด็ก ๆ ..

การใช้มาตรการเหล่านี้ไปจนกว่าจะมีวัคซีน จะก่อให้เกิดผลเสียที่ไม่อาจแก้ไขได้ โดยเฉพาะกลุ่มคนด้อยโอกาสจะได้รับผลกระทบอย่างหนักมาก นับเป็นโชคดีที่เรามีความเข้าใจเกี่ยวกับไวรัสชนิดนี้มากขึ้นแล้ว เรารู้ว่าผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจาก COVID-19 มากที่สุดคือผู้สูงอายุและผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ ส่วนผู้ที่มีอายุน้อยมีความเสี่ยงต่ำกว่า .. และสำหรับเด็ก ๆ แล้ว COVID-19 เป็นโรคที่มีอันตรายน้อยกว่าหลาย ๆ โรค เช่น ไข้หวัดใหญ่เมื่อมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นในหมู่ประชากร ความเสี่ยงในการติดเชื้อสำหรับทุกคนรวมถึงผู้ที่มีสุขภาพอ่อนแอก็จะลดลง ซึ่งเรารู้กันว่าในท้ายที่สุดจะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ (herd immunity) ขึ้นในกลุ่มประชากรทั้งหมด อันหมายถึงจุดที่การติดเชื้อรายใหม่มีอัตราคงที่ ซึ่งช่วยให้เกิดขึ้นได้โดยการใช้วัคซีน (แต่ไม่ต้องพึ่งพา)

แนวทางที่เหมาะสมที่สุด ที่มีความสมดุลระหว่างความเสี่ยงและประโยชน์ที่จะได้ในการไปให้ถึงจุดภูมิคุ้มกันหมู่ คือ ****ให้ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตต่ำสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันจากไวรัสผ่านการติดเชื้อตามธรรมชาติ ในขณะเดียวกันก็ให้การดูแลป้องกันกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงมาก ๆแนวทางนี้ เราเรียกว่า การป้องกันแบบเฉพาะกลุ่ม (Focused Protection)**** .. สำหรับผู้คนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรจะสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ทั้งนี้ทุกคนควรปฏิบัติตามมาตรการด้านสุขอนามัย เช่น การล้างมือและอยู่บ้านเมื่อเจ็บป่วย เพื่อให้ค่าร้อยละที่ประชากรควรได้รับวัคซีนป้องกัน (herd immunity threshold) อยู่ในระดับต่ำที่สุด .. ส่วนโรงเรียนและมหาวิทยาลัยก็ควรเปิดให้ผู้เรียนได้เรียนจากครูผู้สอนโดยตรง กิจกรรมพิเศษอื่น ๆ เช่น กีฬา ก็ควรให้เล่นได้ คนหนุ่มสาวที่มีความเสี่ยงต่ำควรออกไปทำงานตามปกติแทนที่จะทำงานที่บ้าน ร้านอาหารและธุรกิจอื่น ๆ ก็ควรเปิดดำเนินการตามปกติ....โดยคนที่อาจมีความเสี่ยงบ้างสามารถเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามต้องการ ทั้งนี้สังคมโดยรวมก็จะได้รับประโยชน์จากการที่กลุ่มเสี่ยงได้รับการป้องกันโดยกลุ่มคนที่สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ขึ้นมา อ่านฉบับเต็มได้ที่ https://gbdeclaration.org ...

นอกจากนี้ FDA องค์การอาหารและยาของสหรัฐ ยังวิเคราะห์ไว้ว่า "ในกลุ่มประชากรที่มีอัตราการระบาดโรค 1% อาจได้ผลทดสอบที่เป็นผลบวกลวงถึง 70% https://www.fda.gov/.../potential-false-positive-results... .. โควิด-19 คือโรคติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจ ที่ระบาดได้เหมือนไข้หวัด ติดแล้วรักษาหายได้ เราควรให้เฉพาะผู้ติดเชื้อที่มีอาการหนักเข้ารับการรักษา ผู้ที่ไม่มีอาหารหนักรักษาตัวที่บ้านเหมือนมีไข้หวัด เมื่อเราไม่สามารถทำให้ไวรัสนี้หายไปได้ ก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน และสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ขึ้นมา หากทำเช่นนี้ภาระการรักษาจะไม่ตกกับบุคลากรทางการแพทย์มากเกินไป .. การรับรู้ข่าวสารเพียงด้านเดียว เน้นแต่ตัวเลขผู้ติดเชื้อ ทำให้คนไทยถูกหลอนให้กลัวโควิดเกินจริง ระบบสาธารณสุขของเราเข้มแข็ง การทุ่มสรรพกำลังลงไปเพื่อรักษาเฉพาะโควิด ทำให้ผู้ป่วยด้วยโรคอื่น ๆ ไม่ได้รับการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ และบุคคลาการทางการแพยท์ต้องทำงานหนักเกินไป

ในเมื่อโควิดคือหวัด เหตุใดจึงไม่วางแนวทางจัดการแบบไข้หวัด ความหวาดกลัวเกินจริง ยิ่งทำให้มีความต้องการวัคซีนสูงขึ้น การออกนโนบายที่ขัดขวางการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ กีดขวางการใช้ชีวิตตามปกติ ทำให้เศรษฐกิจพัง ประชาชนจมอยู่กับภาระหนี้สิน เพราะไม่สามารถทำมาหากินได้โดยปกติ และยังมีปัญหาตามมาอีกมาก 1 ปีที่ผ่านมา เรารู้จักโควิดพอสมควรแล้ว .. อยากให้รัฐและสาธารณสุข โปรดทบทวนวิธีการจัดการกับโควิดอย่างสมเหตุสมผล และให้ข้อมูลทั้งสองด้านเพื่อลดความกลัวเกินจริง ไม่กักและกีดกั้นวิถีชีวิตปกติมากเกินความจำเป็น จนเสียหายต่อเศรษฐกิจและส่งผลกระทบต่อจิตใจของประชาชน .. อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล 8 มกราคม 2021